Thairath
รื้อแล้วชื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" จาก "เคนเนดี เซ็นเตอร์" ชี้เปลี่ยนชื่อโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ชื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกรื้อออกจากด้านหน้าอาคารเคนเนดี เซ็นเตอร์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เรียบร้อยแล้ว หลังศาลมีคำสั่งให้คืนชื่อเดิม ระบุว่าการเปลี่ยนชื่อสถานที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเท่านั้น ขณะที่ประชาชนแห่ร่วมชมการรื้อถอน ลั่นเป็นชัยชนะครั้งใหญ่เพื่อปกป้องเกียรติยศของอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี
Key facts
- ชื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกรื้อออกจากด้านหน้าอาคารเคนเนดี เซ็นเตอร์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เรียบร้อยแล้ว หลังศาลมีคำสั่งให้คืนชื่อเดิม ระบุว่าการเปลี่ยนชื่อสถานที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเท่านั้น
- กลุ่มคนงานได้ทำการรื้อถอนป้ายชื่อของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกจากบริเวณส่วนหน้าของ "เคนเนดี เซ็นเตอร์"
- จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายคริสโตเฟอร์ คูเปอร์ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า การเปลี่ยนชื่ออาคารดังกล่าวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจาก เคนเนดี เซ็นเตอร์ ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1971
- นอกเหนือจากเรื่องป้ายชื่อแล้ว ผู้พิพากษาคูเปอร์ยังมีคำสั่งระงับแผนการของทรัมป์ชั่วคราว ที่ต้องการสั่งปิดปรับปรุงเคนเนดี เซ็นเตอร์ เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งเดิมทีมีกำหนดจะเริ่มในเดือนกรกฎาคมนี้
Summary
ต่อมาในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ลงมติเปลี่ยนชื่อสถานที่แห่งนี้เป็น "ศูนย์ศิลปะการแสดงอนุสรณ์ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ และ จอห์น เอฟ. เคนเนดี" (The Donald J. Trump and John F. Kennedy Memorial Center for the Performing Arts) และได้นำชื่อของทรัมป์ไปติดตั้งด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้เหนือชื่อของเคนเนดีทันที ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับสาธารณชนอย่างรุนแรง จนส่งผลให้เกิดการคว่ำบาตร ยอดขายตั๋วเข้าชมการแสดงต่างๆ ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีความพยายามในการเปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญอื่นๆ ในเมืองหลวง เช่น สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) รวมถึงการสั่งติดภาพใบหน้าขนาดใหญ่ของตนเองที่หน้ากระทรวงยุติธรรมและกระทรวงเกษตรอีกด้วย
ศาลได้ขีดเส้นตายให้รัฐบาลรื้อถอนชื่อของทรัมป์ออกภายในเวลา 23:59 น. ของวันศุกร์ ทว่ากระทรวงยุติธรรมได้ยื่นอุทธรณ์เพื่อขอระงับคำสั่ง โดยอ้างว่าการรื้อถอนป้ายจะสร้าง "ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้" หากรัฐบาลชนะคดีอุทธรณ์ในภายหลัง แต่ทั้งศาลแขวงและศาลอุทธรณ์ภาคต่างพร้อมใจกันปัดตกคำร้องของฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด