Nation TV
รอยแผลที่ฮอร์มุซ! สหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเซ็นดีลสงบศึก แต่การค้าพลังงานโลกจะไม่มีวันเหมือนเดิม
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
แม้ข้อตกลงประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อาจช่วยดับไฟสงครามและบรรเทาความตึงเครียดได้ชั่วคราว แต่บาดแผลที่ทิ้งไว้ ณ "ช่องแคบฮอร์มุซ" จะเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนเศรษฐกิจโลกต่อไป เพราะบทเรียนครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า มหาอำนาจตะวันตกไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่
Key facts
- ไปแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันทางทะเลถึง 20% ของโลก ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถถูกปิดตายได้โดยอิหร่าน
- การเตรียมนับถอยหลังสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตอบรับในเชิงบวกทันที โดย โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent)
- สมมติว่ากระสุนนัดสุดท้ายถูกยิงออกไปแล้ว และการหยุดยิงเกิดขึ้นจริง การเคลียร์เส้นทางเดินเรือไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในข้ามคืน การเคลื่อนย้ายเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้าง การนำเข้าเรือลำใหม่ และการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกที่พังทลาย
- (การสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าด้วยการโจมตีจุดอ่อน) ผ่านการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย คือไพ่ตายที่ได้ผลชะงัด และพร้อมจะงัดมันมาใช้อีกในอนาคต หากระบอบการปกครองถูกคุกคาม
Summary
การเตรียมนับถอยหลังสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตอบรับในเชิงบวกทันที โดย โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในไตรมาสที่ 4 จาก 90 ดอลลาร์ ลงมาอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แต่ภายใต้ตัวเลขที่ดูเหมือนจะผ่อนคลาย นักวิเคราะห์และหน่วยข่าวกรองต่างรู้ดีว่า "วิกฤตราคาน้ำมันยังไม่ได้จบลงอย่างแท้จริง"
ยิ่งไปกว่านั้น มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทั่วโลก (ยกเว้นจีน) กำลังเผชิญกับภาวะ "คลังน้ำมันสำรองร่อยหรอ" ซึ่งความต้องการเติมเต็มสต็อกเหล่านี้ จะเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้การสัญจรผ่านจุดยุทธศาสตร์นี้ยังคงติดขัดต่อไป