Post Today
SAPPE ไตรมาส 2/69 รายได้รวม 1,538 ล้าน รับอานิสงส์ตลาดต่างประเทศ-ไทยฟื้นตัว
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
SAPPE ประกาศงบไตรมาส 2/2569 ทำรายได้รวม 1,538 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 189 ล้านบาท รับอานิสงส์ตลาดต่างประเทศและในประเทศฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง มั่นใจไตรมาส 3/69 เติบโตต่อเนื่อง ดันรายได้รวมทั้งปีโตตามเป้า
Key facts
- บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้จากการขาย 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ที่มีรายได้จากการขาย 1,292 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,538 ล้านบาท
- รายได้จากการขายต่างประเทศในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 1,071 ล้านบาท ลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจาก สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
- รายได้จากการขายในประเทศในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 429 ล้านบาท ลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมะพร้าวที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องมาจากไตรมาส 1 ส่งผลให้รายรับจากธุรกิจ All Coco ลดน้อยลง
- นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAPPE เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากยอดขายที่ฟื้นตัวในหลายประเทศที่เป็นตลาดหลัก
Summary
บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้จากการขาย 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ที่มีรายได้จากการขาย 1,292 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,538 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะกลุ่มเอเชียและสหรัฐอเมริกา ขณะที่ยุโรปเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ยอดขายจากตะวันออกกลางชะลอตัวลง จากผลกระทบชั่วคราวของการขนส่งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
มั่นใจไตรมาส 3 จะเติบโตต่อเนื่อง จากยอดขายที่ฟื้นตัวในหลายประเทศ ดันรายได้รวมทั้งปีโต 15% ตามเป้า
อย่างไรก็ตาม SAPPE ยังคงความสามารถทำกำไรอย่างแข็งแกร่ง โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) 44.2% ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ถึงแม้ว่าต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน และราคาเม็ดพลาสติก (Resin) ปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินบาท และการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ผ่านโครงการลดต้นทุนภายใน (Cost Saving) การเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) และการล็อกราคาวัตถุดิบ เช่น น้ำตาลซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว