Matichon
การปฏิบัติภาวนาในสายธรรมต่างๆ:โคทม อารียา
Compiled by KHAO Editorial — aggregated from 1 outlet. See llms.txt for citation guidance.
◌ Single Source
ก่อนอื่นขอออกตัวว่า ผมมีความรู้น้อยในเรื่องพุทธศาสนา เพียงแต่มีความสนใจใฝ่รู้ จุดสงสัยที่ทำให้เริ่มสืบค้นแล้วเลยอยากเขียนบทความนี้ มาจากคำภาษาบาลีว่า “ปะฏินิสสัคคา” ดังนั้น ถ้ามีอะไรผิดพลาดจากความรู้น้อยของผม ก็ขออภัยและขอคำแนะนำด้วย
Key facts
- ตรุงปะแนะนำว่า การเจริญอานาปานสติคือการหลอมรวมเป็นหนึ่งกับลมหายใจ การเดินจงกรมคือการหลอมรวมเป็นหนึ่งกับการเดิน โดยไม่ตึงเกินไป หรือหย่อนเกินไป ในการปฏิบัติเช่นนี้ เรามอบ 25% ของความใส่ใจ (attention) ไปที่การหายใจหรือการเดิน
- การปฏิบัติภาวนาในสายธรรมต่างๆ:โคทม อารียา
- ก่อนอื่นขอออกตัวว่า ผมมีความรู้น้อยในเรื่องพุทธศาสนา เพียงแต่มีความสนใจใฝ่รู้ จุดสงสัยที่ทำให้เริ่มสืบค้นแล้วเลยอยากเขียนบทความนี้ มาจากคำภาษาบาลีว่า “ปะฏินิสสัคคา”
- ที่เรียบเรียงโดยหลวงตาสุริยา มหาปัญโญภิกขุ วัดป่าโสมพนัส สกลนคร พลิกอ่านมาถึงบทว่าด้วย “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นกายโดยลักษณะ 6 อย่าง : บรรพที่ 1.1 อานาปานะปัพพะ กำหนดรู้ลมหายใจ”
Summary
ผมอุทานอยู่ในใจว่า “อ้าว นึกว่านิโรธหรือดับไม่เหลือ หมายความว่า ถึงแล้วหรือจะถึงซึ่งนิพพาน ยังจะมีขั้นตอนการสละคืนอีกหรือ?” เลยลองถาม AI และได้ความว่า นิโรธมี 5 อย่าง ได้แก่ ดับด้วยการข่มไว้, ดับด้วยปัญญา, ดับด้วยการตัดขาด, ดับด้วยความสงบ, และดับด้วยการสลัดออก (นิสสรณนิโรธ) แม้คำว่าสละคืนกับสลัดออกอาจมีความหมายคล้าย ๆ กัน แต่คำบาลีต่างกัน เห็นควรถาม AI ต่อไปว่า “ปะฏินิสสัคคา” หมายถึงอะไร คำตอบคือ คำคำนี้หมายถึงการละทิ้งกิเลส (วิปัสสนา) และการแล่นเข้าสู่การดับสนิท (นิพพาน)
ผมเปิดหนังสือ “ทำวัตรเช้า-เย็น และมหาสติปัฏฐานสูตร แปล” ที่เรียบเรียงโดยหลวงตาสุริยา มหาปัญโญภิกขุ วัดป่าโสมพนัส สกลนคร พลิกอ่านมาถึงบทว่าด้วย “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นกายโดยลักษณะ 6 อย่าง : บรรพที่ 1.1 อานาปานะปัพพะ กำหนดรู้ลมหายใจ”
ผมสงสัยอยู่ว่ากายานุปัสสนาโดยกำหนดรู้ลมหายใจ จะไปถึงขั้นรู้ธัมมะจนเห็นความดับและความสละคืนเลยหรือ จึงเปิดหนังสือต่อไปถึงบทว่าด้วยธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นธรรมโดยลักษณะ 5 อย่าง บรรพ : สัจจะปัพพะ และหัวข้อย่อย “ความดับทุกข์ในอริยสัจจ์” ที่ให้อรรถาธิบายว่า ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์หมายถึงความจางคลาย, ความดับไม่เหลือ, และความสละคืน ซึ่งความทะยานอยาก (ตัณหา) นั่นเทียว ซึ่งก็ตรงกันกับข้อความในอานาปานะปัพพะ